นิยามของคำที่เกี่ยวข้อง
- Trial = การทดลอง หรือ การสังเกตการณ์
ซึ่งมักจะเป็นเหตุการณ์ที่เราไม่รู้แน่ชัดถึงผลลัพธ์ เช่น
Trial คือการโยนเหรียญ การทอยลูกเต๋า การการดึงไพ่ เป็นต้น
ซึ่งความน่าจะเป็นนั้นจะให้ความสนใจถึงผลลัพธ์ของ Trial นั้นๆ
- Sample Space (S) = ผลลัพธ์ทั้งหมดที่เป็นไปได้ของ
Trail เช่น ถ้า Trial เป็นการโยนเหรียญ
1 ครั้ง S ={h,t} นั่นคือหน้าของเหรียญที่เป็นไปได้
2 แบบ h=หัว, t= ก้อย
หรือถ้า Trail เป็นการโยนเหรียญ 2 ครั้ง S = {(h, h), (h, t), (t, h), (t, t)} ซึ่งจะมีทั้งหมด
4 แบบ
- Events (E) = เหตุการณ์ใน Sample Space ที่เราสนใจ เช่น เหตุการณ์ที่เหรียญออกหัวอย่างน้อย 1 ครั้ง ในการโยนเหรียญ 2 ครั้ง คือ E={(h, h),
(h, t), (t, h)} ซึ่งเป็นไปได้ 3 แบบ
- Union = การรวมเหตุการณ์หลายๆ อันเข้าด้วยกัน
เช่น E U F คือ เหตุการณ์ E หรือ F
หรือ ทั้ง 2 อย่างเกิดขึ้น
-
Intersection = เหตุการณ์ที่ซ้ำกัน E ∩ F คือ
เหตุการณ์ที่ต้องเกิดทั้งเหตการณ์ E และ F
- Mutually Exclusive หมายถึง เหตุการณ์
ทั้งสองไม่มีทางเกิดพร้อมกัน
- Independence คือ
ผลลัพธ์ของเหตุการณ์หนึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับอีกเหตุการณ์หนึ่ง
(ไม่สามารถทำนายผลลัพธ์ของเหตุการณ์หนึ่งจากอีกอันหนึ่งได้)
- Counting Theory กฎการนับ
การที่จะคำนวณความน่าจะเป็นได้ เราจะต้องนับ Event และ Sample
Space ให้ถูกต้องเสียก่อน ซึ่งมีวิธีช่วยในการนับดังนี้ครับ
กฏพื้นฐาน คือ ถ้าทำงานอย่างหนึ่งให้เสร็จ ประกอบด้วย k ขั้นตอน
ขั้นตอนที่
1 มีวิธีเลือก n1 วิธี
ขั้นตอนที่
2 มีวิธีเลือก n2 วิธี
. . .
ขั้นตอนที่
k มีวิธีเลือก nk วิธี
เช่น
ถ้ามีเสื้อ 4 แบบ กางเกง 2 แบบ
จะแต่งตัวได้กี่แบบ = ใส่เสื้อ ได้ 4 แบบ x ใส่กางเกงได้ 2 แบบ = 8 วิธี
-
Permutation คือ
วิธีทั้งหมดในการจัดเรียงสมาชิกในเซ็ต โดยที่ลำดับมีความสำคัญ เช่น ในเซ็ตมี
(a, b, c) เราสามารถจับมาเรียงได้ทั้งหมดโดยไม่ซ้ำกันได้ดังนี้
(a, b, c), (a, c, b), (b, a, c), (b, c, a), (c, a, b), (c, b, a) = 6 แบบซึ่งเราจะใช้ Factorial ในการคำนวนโดยที่ n!
อ่านว่า "n แฟคตอเรียล" หมายถึง
เอาตัวมันเองคูณด้วยตัวมันเองลบ 1 ไปเรื่อยๆ จนถึง 1
เช่น 3! = 3 x 2 x 1 = 6 แบบ
เป็นต้นการที่มีของอยู่ n สิ่ง แต่เลือกมาจักเรียงแค่ k
สิ่ง เราจะได้ว่า มี Permutation ทั้งหมด = nPk
= n! / (n-k)! แบบเช่น มีของกิน 5 อย่าง
เลือกกิน 2 อย่าง จะเลือกได้กี่แบบ โดยที่ลำดับมีความสำคัญ
จะได้ว่า 5P2 = 5!/(5-2)! = 5!/3! = 5x4 = 20 แบบ
จะได้ว่า 5P2 = 5!/(5-2)! = 5!/3! = 5x4 = 20 แบบ
ถ้ามองด้วยกฎการนับ ตอนแรกมีของ 5 อย่างให้เลือก คือ 5วิธี เมื่อเลือกไปแล้ว 1 อย่าง
ทำให้เหลือให้เลือกในขั้นตอนต่อไปเพียง 4 วิธี ทำให้เป็น 5
x 4 = 20 แบบ นั่นเอง
-
Combination นั้นจะเหมือนกับ Permutation
แต่ว่าการเรียงลำดับไม่มีความหมาย ดังนั้น
จำนวนวิธีในการจัดเรียงจึงต้องน้อยกว่า Permutation แน่นอน
ทำให้ต้องหาร Permutation ทั้งด้วย k! จึงได้ว่า
nCk = nPk / k! = n! / (n-k)!k! นั่นเองเช่น
ถ้าในตัวอย่างที่แล้วลำดับไม่สำคัญ เราจะได้ว่า 5C2 = 5!/(5-2)!2! = 10 แบบ
-
Probability คือ
ความน่าจะเป็นที่สิ่งที่เราสนใจจะเกิดขึ้น คำนวนได้จาก
ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์
E ซึ่งเขียนได้ว่า P(E) = จำนวน Event E / จำนวน Sample Space = E/S
มีค่าตั้งแต่ 0 (ไม่มีทางเกิดขึ้น) ถึง 1 (เกิดขึ้นแน่นอน) หรือจะเป็น 0% - 100% ก็ได้ (เพราะ % คือหาร 100)
มีค่าตั้งแต่ 0 (ไม่มีทางเกิดขึ้น) ถึง 1 (เกิดขึ้นแน่นอน) หรือจะเป็น 0% - 100% ก็ได้ (เพราะ % คือหาร 100)
P(E) =
0.4 แปลว่า ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ E คือ 40%
P(E) +
P(~E) = P(S) = 1 เสมอ
-
Conditional Probability บ่อยครั้งที่เราต้องการจะรู้ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์หนึ่ง
เมื่ออีกเหตุการณ์หนึ่งได้เกิดขึ้น เราจะเขียนว่า P(E|F) อ่านว่า
"Probability of E given F" คือ
ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ E เมื่อเหตุการณ์ F ได้เกิดขึ้นแล้วแต่ว่า ถ้าหาก E และ F มีความไม่ขึ้นต่อกัน ( independent ) เราจะได้ว่า P(E|F)
= P(E) ซึ่งตีความได้ว่า ไม่ว่า F จะเกิดขึ้น
ความน่าจะเป็นของ P(E) ก็ยังเหมือนเดิมนั่นเอง
กรณี Mutually
Exclusive : P (E U F) = P(E) + P(F)
กรณี Not
Mutually Exclusive : P (E U F) = P(E) + P(F) - P(E ∩ F)
เพราะ E และ F มีส่วนซ้ำกัน ทำให้เรานับเบิ้ล น้องเอาส่วนที่ซ้ำกันออกไป 1 ที นั่นเอง
ซึ่งจะเห็นว่า ถ้าเป็น Mutually Exclusive แล้ว P(E ∩ F) จะเท่ากับ 0 ทำให้ได้สูตรข้างบนนั่นเอง
เพราะ E และ F มีส่วนซ้ำกัน ทำให้เรานับเบิ้ล น้องเอาส่วนที่ซ้ำกันออกไป 1 ที นั่นเอง
ซึ่งจะเห็นว่า ถ้าเป็น Mutually Exclusive แล้ว P(E ∩ F) จะเท่ากับ 0 ทำให้ได้สูตรข้างบนนั่นเอง
กรณี Independent :
P(E ∩ F) =
P(E) × P(F)
เช่น
หาความน่าจะเป็นของการโยนเหรียญ 2 ครั้งแล้วออกหัวทั้ง 2
ครั้ง จะได้ว่า
P(E) = ความน่าจะเป็นของการโยนเหรียญครั้งแรกแล้วออกหัว = 0.5
P(F) = ความน่าจะเป็นของการโยนเหรียญครั้งสองแล้วออกหัว = 0.5
P(E ∩ F) = ความจ่าจะเป็นที่ครั้งแรกและครั้งที่สองออกหัว = P(E) × P(F) = 0.5 x 0.5 = 0.25
P(E) = ความน่าจะเป็นของการโยนเหรียญครั้งแรกแล้วออกหัว = 0.5
P(F) = ความน่าจะเป็นของการโยนเหรียญครั้งสองแล้วออกหัว = 0.5
P(E ∩ F) = ความจ่าจะเป็นที่ครั้งแรกและครั้งที่สองออกหัว = P(E) × P(F) = 0.5 x 0.5 = 0.25
กรณี Nonindependent :
P(E ∩ F) =
P(E) × P(F|E) หรือ = P(F ∩ E) = P(F) × P(E|F) เพราะสลับที่กันได้
เช่น
หาความน่าจะเป็นที่จะจั่วไพ่ได้สีดำ 2 ครั้งติดกัน
ถ้าไม่ได้ใส่ไพ่คืน (การจั่วครั้งแรกมีผลต่อครั้งที่สองแน่นอน)
จะได้ว่า
P(E) = ความน่าจะเป็นของการจั่วไพ่ครั้งแรกได้สีดำ = 26/52 =0.5 (มีไพ่ดำ 26 ใบ จากไพ่ 52 ใบ)
P(F|E) = ความน่าจะเป็นของการจั่วไพ่ครั้งสองได้สีดำ หลังจากจั่วไพ่ครั้งแรกได้สีดำ = 25/51 =0.49 (เหลือไพ่ดำ 25 ใบ จากไพ่ 51 ใบ เพราะดึงไพ่ดำไปแล้วใบนึง)
P(E ∩ F) = ความน่าจะเป็นที่จะจั่วไพ่ได้สีดำ 2 ครั้งติดกัน = P(E) × P(F) = 0.5 x 0.49 = 0.245
จะได้ว่า
P(E) = ความน่าจะเป็นของการจั่วไพ่ครั้งแรกได้สีดำ = 26/52 =0.5 (มีไพ่ดำ 26 ใบ จากไพ่ 52 ใบ)
P(F|E) = ความน่าจะเป็นของการจั่วไพ่ครั้งสองได้สีดำ หลังจากจั่วไพ่ครั้งแรกได้สีดำ = 25/51 =0.49 (เหลือไพ่ดำ 25 ใบ จากไพ่ 51 ใบ เพราะดึงไพ่ดำไปแล้วใบนึง)
P(E ∩ F) = ความน่าจะเป็นที่จะจั่วไพ่ได้สีดำ 2 ครั้งติดกัน = P(E) × P(F) = 0.5 x 0.49 = 0.245
Bayes's Theorem
เป็นทฤษฎีที่ใช้คำนวณหา
Conditional Probability โดยที่
P(A |
B) = P (A ∩ B) /
P(B)
ซึ่ง P (A ∩ B) = P(A) * P(B|A)
และ P(B) = P(A∩B) +P(~A∩B) = P(A)*P(B|A) + P(~A)*P(B|~A)
และ P(B) = P(A∩B) +P(~A∩B) = P(A)*P(B|A) + P(~A)*P(B|~A)
ซึ่งจะทำให้รู้ได้อีกว่า
P (A ∩ B) =
P(A | B) * P(B) และเมื่อ P (A ∩ B) = P (B ∩ A)
ทำให้ได้ว่า P(A | B) * P(B) = P(B | A) * P(A) ไปด้วยนั่นเองครับ
ทำให้ได้ว่า P(A | B) * P(B) = P(B | A) * P(A) ไปด้วยนั่นเองครับ
นั่นคือ
P(A | B) = P(B | A) * P(A) / P(B)
ตัวอย่างเรื่องความน่าจะเป็น
ในตัวอย่างหลายๆ
อันในนี้จะมีการพูดถึงไพ่ โดยไพ่มาตรฐานจะมีลักษณะดังนี้
(คนที่เป็นเซียนไพ่คงรู้อยู่แล้ว )
-
ไพ่ 1 สำรับมี 52 ใบ
-
ประกอบด้วย 4 ชุด คือ ข้าวหลามตัด (diamonds), โพธิ์แดง (hearts),
ดอกจิก (clubs) ,โพธิ์ดำ (spades) โดยที่ 2 ชุดแรกสีแดง, 2 ชุดหลังสีดำ
-
แต่ละชุดมีไพ่ 13 ใบ คือ เลข 2-10, และอีก 3 หน้า
แจค (jack), แหม่ม (queen), คิง (king)
การคำนวนเรื่องความน่าจะเป็นมีขั้นตอนดังนี้
1.กำหนด trail/experiment
2.นิยาม sample space
3.นิยาม event
4.หาความน่าจะเป็น
คำถาม 1 :
ถ้าจั่วไพ่ออกมา
1 ใบจากสำรับ 52 ใบ
จงหาโอกาสที่จะได้ไพ่ที่เป็นหน้า J Q K และมีสีดำ?
1.trial
= การจั่วไพ่ 1 ใบจากสำรับ 52 ใบ
2.sample
space = ไพ่ 52 ใบ
ที่มีความน่าจะเป็นที่จะได้แต่ละใบเท่าๆ กัน
3.event
= ไพ่ J, Q, K ที่มีสีดำ (ดอกจิก
ไม่ก็โพธิ์ดำ) จึงมีที่ตรงตามต้องการแค่ 6 ใบ
4.probability
= 6/52 = 0.115
หรือจะคำนวนอีกวิธีได้ว่า
เนื่องจากทั้งสองอัน
independent กัน P(JQK ∩ ดำ) = P(JQK) x P(ดำ) = 12/52 x 26/52 = 0.115
คำถาม 2 :
ถ้าจั่วไพ่ออกมา
1 ใบจากสำรับ 52 ใบ
จงหาโอกาสที่จะได้ไพ่ที่เป็นหน้า J Q K หรือไพ่สีดำ?
1.trial
= การจั่วไพ่ 1 ใบจากสำรับ 52 ใบ
2.sample
space = ไพ่ 52 ใบ
ที่มีความน่าจะเป็นที่จะได้แต่ละใบเท่าๆ กัน
3.event
= ไพ่ J, Q, K 12 ใบ หรือ ไพ่ที่มีสีดำ 26
ใบ ก็ตรงตามต้องการ เนื่องจากทั้ง 2 การไม่ใช่
Mutually Exclusive ทำให้มีไพ่ 6 ใบที่ตรงกับทั้งคู่
คือ JQK ที่มีสีดำ ทำให้ต้องหักออก
ทำให้เหลือไพ่ที่ตรงความต้องการ = 12+26-6 = 32 ใบ
4.probability
= 32/52 = 0.615
หรือจะคำนวนอีกวิธีได้ว่า
กัน P(JQK
U | ดำ) = P(JQK) + P(ดำ) - P(JQK ∩ ดำ) = 12/52
+ 26/52 - 6/52 = 0.615
คำถาม 3 :
ถ้าจั่วไพ่ออกมา
1 ใบจากสำรับ 52 ใบ
แล้วเป็นสีดำ จงหาโอกาสที่มันจะเป็นไพ่ดอกจิก
1.trial
= การจั่วไพ่ 1 ใบจากสำรับ 52 ใบ
2.sample
space = ไพ่สีดำ 26 ใบ
3.event
= ได้ไพ่ดอกจิก
4.probability
= 13/26 = 0.5
หรือจะคำนวนอีกวิธีได้ว่า
P(ดอกจิก | ไพ่ดำ) = P(ดอกจิก
และ ไพ่ดำ) / P(ไพ่ดำ) = P(ดอกจิก) / P(ไพ่ดำ) = 0.25 / 0.5 = 0.5
คำถาม 4 :
ถ้าลำดับไม่สำคัญ
จะมีวิธีในการเลือกนักเรียน 5 คนจากนักเรียน 20 คนกี่แบบ
ถ้าลำดับไม่สำคัญ
มันก็คือ Combination = 20C5 = 20! / (20-5)!5! = 15504 วิธี
คำถาม 5 :
ถ้ามีนักเรียนในห้อง
100 คน เป็นชาย 40 คน หญิง 60
คน ชาย 20 คน ติด Facebook
เช่นเดียวกับหญิง 45 คน
ถ้าเราสุ่มคนมาหนึ่งคนปรากฏว่าคนนั้นติด Facebook จงหาความน่าจะเป็นที่คนนั้นจะเป็นผู้หญิง
-
P(ชาย) =P(~หญิง) = 40/100
= 0.4
-
P(หญิง) = 60/100 = 0.6
-
P(ติด Facebook | ชาย ) = P(ติด Facebook | ~หญิง ) = 20/40 = 0.5
-
P(ติด Facebook | หญิง ) = 45/60
= 0.75
P(หญิง|ติด Facebook ) =
P(หญิง ∩ ติด Facebook) / P (ติด Facebook)
ซึ่ง P(หญิง ∩ ติด Facebook) = P(หญิง) * P(ติด
Facebook | หญิง )= 0.6 x 0.75 = 0.45
และ P(ติด Facebook ) = P(หญิง)*P(ติด
Facebook | หญิง ) + P(~หญิง)*P(ติด Facebook | ~หญิง )
= 0.45 + (0.4*0.5) = 0.65
= 0.45 + (0.4*0.5) = 0.65
ดังนั้น P(หญิง|ติด Facebook ) = 0.45/0.65 = 0.69
นั่นเอง






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น